"เขามิตาเกะ" ความงามของธรรมชาติและใบไม้เปลี่ยนสีชานเมืองโตเกียว

โตเกียว (Tokyo) 2017.12.19

ขอแนะนำ "เขามิตาเกะ" (Mitake) จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีลือชื่อ เดินทางง่าย เพราะอยู่แค่ชานเมืองโตเกียวเอง แถมที่นี่ยังเป็นฉากของเรื่องราวความรักจากนิยายอมตะ "ข้างหลังภาพ" อีกด้วยนะ! มาชมความสวยงามของธรรมชาติทั้งป่าเขาและสายธาร น้ำตก ที่สวยทุกฤดูกัน!

เขียนโดย Kogetsu(GREATERTOKYO_Explorer)

Pin LINE

ทริปสุดคุ้ม เที่ยวภูเขาแสนสวย แถมได้ตามรอยวรรณกรรมอมตะอย่าง "ข้างหลังภาพ" ด้วย!

"ฉันตายโดยปราศจากคนที่รักฉัน แต่ฉันก็อิ่มใจที่ฉันยังมีคนที่ฉันรัก"
ประโยคเจ็บแทงใจแต่ก็ซาบซึ้งจนน้ำตาไหลประโยคนี้หลายคนคงเคยได้ยินจากนิยายหรือภาพยนตร์อมตะเรื่อง "ข้างหลังภาพ" บทประพันธ์ของนักเขียนชั้นครูอย่าง "ศรีบูรพา" กันมาแล้วนะคะ
และเรื่องราวความรักของหนุ่มน้อยนพพรกับคุณหญิงกีรตินั้น ฉากหนึ่งเลยที่ขาดไปไม่ได้ก็คือ ช่วงเวลาที่ทั้งสองคนได้มีเพียงกันและกันในป่าเขาที่แสนสวยงามของญี่ปุ่น
วันนี้เราเลยจะพาไปตามรอยภูเขาที่เป็นพยานความรักที่เกิดขึ้นของทั้งสองคนกันค่ะ!
ภูเขานี้คือ "เขามิตาเกะ" (Mitake) ซึ่งมีชื่อเสียงด้านธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ซึ่งมีทั้งน้ำตกและสวนหินปกคลุมด้วยมอสเขียว รวมไปถึงเป็นสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีชื่อดังของโตเกียวแห่งหนึ่งเลยทีเดียว!
ไม่ว่าเพื่อนๆ จะอินหรือไม่อินกับข้างหลังภาพ แต่หากได้มาเที่ยวที่นี่ รับรองว่าจะต้องอินกับธรรมชาติแสนสวยแน่นอนค่ะ!

8:00 ออกเดินทางไปเขามิตาเกะจากสถานีชินจูกุ

วันนี้เริ่มการเดินทางแต่เช้าหน่อย! เพราะเราจะออกไปถึงชานเมืองโตเกียวกัน!
เริ่มการเดินทางที่สถานี JR ชินจูกุค่ะ
วันนี้ตั๋วซื้อง่ายๆ เพราะซื้อแค่ตั๋วธรรมดา ราคา 920 เยนของ JR ได้เลย
สถานีชินจูกุออกจะวุ่นวาย หลงง่ายสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งขาใหม่และขาเก่าซะหน่อย
ใครไม่มั่นใจ สามารถไปอ่านบทความแนะนำภายในสถานีชินจูกุของเราได้เลยนะ!

สถานีชินจูกุอันกว้างใหญ่ ... เราจะมานั่งรถไฟกันที่ชานชาลาเบอร์ 11-12 ซึ่งเป็นชานชาลาของสายจูโอ (Chuo Line) ค่ะ
ต้องระมัดระวังเรื่องรถที่วิ่งมา เพราะเราจะนั่งคันที่เขียนว่าไป "โอเมะ" (Ome) นะคะ
และแนะนำให้ขึ้นรถด่วนแบบ Rapid จะได้เร็วขึ้น! 
ระหว่างทางจะต้องลงเปลี่ยนรถหนึ่งครั้งที่สถานีโอเมะ (Ome) โดยต่อรถคันที่ไป โอคุทามะ (Okutama) ค่ะ
ส่วนสถานีเป้าหมายของเราก็คือมิตาเกะ (Mitake) 
เมื่อออกไปนอกเมืองมากๆ บางสถานีอาจจะไม่เปิดประตูอัตโนมัติ สังเกตที่ประตูรถทั้งด้านในและด้านนอกนะคะ จะมีปุ่มกดเปิดและปิดอยู่ เวลาขึ้นลงรถคนแรก - คนสุดท้าย อย่าลืมลองกดดูนะ!

ใครที่ยังไม่ได้ทานอาหารเช้า แนะนำให้หาขนมปังหรือข้าวปั้นรองท้องเอาไว้ก่อนนะคะ
เพราะวันนี้เราจะไปปีนเขากัน

10:00 ไปขึ้นภูเขามิตาเกะด้วยเคเบิ้ลคาร์

ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งก็จะถึงสถานีมิตาเกะ ซึ่งเป็นสถานีเล็กๆ ตัวอาคารทรงญี่ปุ่นทำด้วยไม้ดูได้บรรยากาศมากค่ะ
ถึงสถานีจะเล็ก แต่ในฤดูใบไม้ร่วง ที่นี่จะเต็มไปด้วยผู้คนเลยทีเดียว
ด้านหน้าสถานีจะมีศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยวอยู่ในอาคารไม้เช่นกัน และมีห้องน้ำด้วยค่ะ
เหมาะจะแวะเข้าไปรับแผนที่ภาษาอังกฤษ แล้วเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเดินทาง

ต่อจากนี้เราจะต้องนั่งรถบัสไปอีกนิดถึงจะถึงสถานีเคเบิ้ลคาร์ที่จะช่วยให้เราขึ้นภูเขาได้อย่างง่ายดาย
ออกจากสถานี ข้ามถนน เดินไปทางซ้ายมือไม่ไกล จะเจอรถบัสจอดรอนักท่องเที่ยวอยู่เลย
ราคาค่าโดยสารเที่ยวละ 280 เยน เราจะลงกันที่ป้าย ทาคิโมโตะเอคิ (Takimoto Eki)
รถจะมีแค่ชั่วโมงละ 1-2 เที่ยวเท่านั้น ก่อนไปเช็คเวลากันให้ดีๆ นะ!


สำหรับวิธีการขึ้นรถบัสนั้น ตอนขึ้นอย่าลืมหยิบตั๋วใบสี่เหลี่ยมผืนผ้าเล็กๆ จากเครื่องที่อยู่ตรงทางขึ้นนะคะ
เวลาจะลงก็แค่ดูหมายเลขในตั๋วนั้นกับป้ายไฟที่อยู่ด้านหน้ารถว่า หมายเลขนั้นตอนนี้ราคากี่เยนแล้ว
แล้วหยอดเงินเท่าจำนวนลงในเครื่องด้านข้างคนขับพร้อมกับตั๋วได้เลยค่ะ
ถ้าหากไม่มีเหรียญพอดี จะต้องไปแลกเหรียญกับเครื่องที่ด้านข้างคนขับเหมือนกันนะ
ง่ายที่สุดคือ เติมเงินในบัตร IC Card (บัตรพวก Suica หรือ Pasmo) แล้วใช้แตะปี๊บๆ ที่เครื่องอ่านตอนขาขึ้นและขาลง แค่นี้ก็สะดวกสบายไร้กังวลแล้ว 

ระหว่างทางไปสถานเคเบิ้ลคาร์เองก็มีแม่น้ำและวิวสวยๆ อีกด้วยนะ
ถ้าใครชอบเดิน อาจจะใช้เวลาราวๆ 40 นาที เดินชมวิวแม่น้ำและป่าเขาจนไปถึงไปเคเบิ้ลคาร์แทนก็ได้ค่ะ

พอลงจากรถบัสแล้วให้เดินขึ้นเนินไปนิดเดียว ทางด้านขวามือจะเห็นสถานีเคเบิ้ลคาร์ตั้งอยู่
เราก็แวะไปซื้อตั๋วกันเลย! 

ตั๋วคราวนี้ที่เราจะใช้กันเป็นตั๋วไปกลับราคา 1,110 เยน ใช้ยื่นให้นายตรวจตั๋วดูได้เลยค่ะ
ความพิเศษอีกอย่างก็คือตั๋วนี้มีอายุ 2 วัน ฉะนั้นถ้าใครอยากเที่ยวเขามิตาเกะให้จุใจด้วยการค้างในที่พักบนเขาสักคืนนึง ก็ยังใช้ตั๋วนี้กลับลงจากเขาในวันรุ่งขึ้นได้ด้วยล่ะ!
ภายในสถานียังมีร้านขายของฝากที่มีของน่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะของกินจาก "วาซาบิ" ของขึ้นชื่อของที่นี่
มีแม้แต่ "ซอฟท์ครีมวาซาบิ" !
ขากลับมาแวะหาซื้อของติดไม้ติดมือกันได้นะ

10:30 ชมวิวสวยสุดๆ ของเขามิตาเกะ

นั่งเคเบิ้ลคาร์ที่ได้ชมความสวยงามรอบข้าง และแอบหวิวเล็กๆ กับความสูง
ไม่ถึง 10 นาที เราจะมาถึงบนเขามิตาเกะกันค่ะ
ออกจากสถานีปุ๊บ ด้านขวามือจะมีจุดชมวิวก่อนเลย ในวันที่อากาศดี เราสามารถมองเห็นไปได้ไกลถึงหอคอยโตเกียว และโตเกียวสกายทรีเลย

แวะชมวิวกันแล้ว เดินไปทางซ้ายมือของสถานีเคเบิ้ลคาร์ เราจะพบกับซุ้มประตูโทริอิสีแดงขับไปกับสีสันของต้นไม้ใบไม้ ...
ว่าแล้วเราก็มาเริ่มท่องไปในภูเขากันเลยดีกว่า! 

11:00 ศาลเจ้ามุซาชิมิตาเกะ (Musashi Mitake Jinja)

เดินตามเส้นทางไปเรื่อยๆ ระหว่างทางจะพบบ้านเรือนแบบเก่าๆ มากมายค่ะ หลายหลังให้บริการร้านอาหารและที่พักด้วยนะ
เมื่อเดินไปสักพัก เส้นทางก็จะชันขึ้น เป็นทางเดินขึ้นเขา
ใครเดินทางลาดแล้วรู้สึกเหนื่อย ในบางจุดจะมีขั้นบันไดให้ ในที่ชันมากๆ เดินบนขั้นบันไดจะรู้สึกสบายกว่านะคะ
ชมทัศนียภาพรอบข้าง พลางจินตนาการว่าตัวเองเป็นคุณหญิงกีรติ พอมาถึงยอดเขา เราจะเจอกับศาลเจ้าสำคัญของที่นี่ "ศาลเจ้ามุซาชิมิตาเกะ" ค่ะ

แวะขึ้นไปไหว้พระกันสักหน่อยดีกว่า
ศาลเจ้านี้เป็นศาลเจ้าสำคัญที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานมากทีเดียวค่ะ
โดยมีความเชื่อว่าภูเขาแห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิสิทธิ์มาตั้งแต่สมัยตำนานการเกิดญี่ปุ่น ที่ต้นตระกูลจักรพรรดิ์ "ยามาโตะทาเครุ" ถูกปีศาจก่อกวนบนเขาแห่งนี้ แต่ได้รับความช่วยเหลือจากหมาป่าเทพ ทำให้หมาป่าเทพนั้นกลายเป็นเทพรับใช้ของ "ยามาโตะทาเครุ โนะ มิโคโตะ" แต่นั้นมา
ใครที่มาเที่ยวที่เขามิตาเกะ อาจจะสงสัยว่าทำไมมีคนพาสุนัขมาเที่ยวด้วยเยอะจัง?
นั่นก็เพราะสืบเนื่องมาจากตำนานนี้ ทำให้คนญี่ปุ่นนิยมนำสุนัขของตนเองมาแสวงบุญด้วยค่ะ

ส่วนตัวศาลเจ้านั้นมีปรากฏด้วยชื่ออื่นในบันทึกในยุคเฮอันกว่าสองพันปีมาแล้วเลยทีเดียว
จากนั้นก็เป็นศาลเจ้าที่ได้รับความเชื่อถือในหมู่ซามูไรมาหลายยุค แม้แต่โทคุงาวะ อิเอยาสุ โชกุนคนสำคัญของญี่ปุ่น
รวมไปถึงเป็นหนึ่งในศาลเจ้าสำคัญของลัทธิบูชาภูเขาซึ่งมีคนมาฝึกตนมากมาย
แม้แต่ในปัจจุบันก็ยังให้บริการสำหรับผู้มาเยือนได้ลองฝึกตนแบบพระภูเขา (ยามาบุชิ)
ในหอสมบัติของศาลเจ้าจึงมีวัตถุสำคัญทางประวัติศาสตร์ รวมไปถึงชุดเกราะซามูไรโบราณอายุเกือบพันปีอีกด้วย

11:30 เดินป่าชมธรรมชาติแสนงามตามจุดต่างๆ ของเขามิตาเกะ

หลังจากไหว้พระกันเสร็จแล้ว ก็ได้เวลาเดินขึ้นลงเขาเพื่อไปตามหาความรัก เอ๊ย ความงามของเขามิตาเกะกัน!
ใครมีโอกาสพกคุณหญิงกีรติหรือนพพรส่วนตัวมา ได้โอกาสจับมือถือแขน ช่วยกันบุกป่าแล้วนะคะ

จุดชมวิว นากาโอะไดระ (Nagaodaira) 

เดินย้อนลงบันไดมาถึงบริเวณทางแยกหน้าโทริอิ เราจะเจอทางด้านขวามือแบบนี้ ให้เลี้ยวไปตามทาง ไม่กี่นาทีจะพบทางแยกอีกครั้ง

ที่ทางแยกนี้ เราจะขอพาเดินมาทางด้านซ้าย เพื่อไปยังจุดชมวิวนากาโอะไดระกันก่อนค่ะ

จุดชมวิวนี้เราสามารถนั่งเพลินๆ ชมทัศนียภาพของภูเขาและท้องฟ้าแสนสวยได้
สภาพเปิดโล่งที่ชวนให้สบายใจแบบนี้ หาตามเมืองใหญ่ไม่ได้เด็ดขาดเลยล่ะ! 
คนที่มาเที่ยวหลายคนก็แวะพักทานข้าว ทานขนมกัน ฉะนั้นเราอาจจะเตรียมขนมเล็กๆ น้อยๆ มานั่งทานเล่นพักผ่อนพร้อมกับเพลินกับทิวทัศน์ก็ย่อมได้

น้ำตกนานาโยะ (Nanayo no Taki)

กลับมาตรงทางแยกเมื่อครู่อีกครั้งหนึ่ง ทางขวามือจะมีทางแยกสองทาง
ทางหนึ่งจะเป็นบันไดลงแสนชัน ส่วนอีกทางเป็นทางธรรมดา
หากเดินลงไปตามบันไดนี่ ด้านล่างจะเป็นน้ำตกนานาโยะค่ะ

ซึ่งผู้เขียนก็ขอบอกว่าทางลงไปน้ำตกนั้นชันมากจริงๆ รวมถึงลงไปแล้วยังต้องปีนขึ้นมาอีกด้วย
หากใครมีปัญหาด้านสุขภาพ อาจต้องระมัดระวังนะคะ
หรืออาจหลีกเลี่ยงไปเดินเส้นทางด้านขวามือที่เป็นทางราบกว่าก็ได้ แต่ก็จะพลาดชมน้ำตกนี้ไป

หากใครแข็งแรงปึ๋งปั๋ง เราขอแนะนำให้ตะลุยไปด้วยกันเลย!
การที่เส้นทางค่อนข้างลำบาก ก็เพราะว่าเส้นทางนี้ยังคงความเป็นธรรมชาติอยู่นั่นเองค่ะ
ก่อนจะไปถึงน้ำตกนั้น เราสามารถชมความตระการตาของธรรมชาติที่สวยงามได้ตลอดเส้นทางเลย

พอมาถึงน้ำตกนานาโยะ ก็พักหายใจ สูดอากาศบริสุทธิ์ของป่ากันให้เต็มปอด ก่อนที่เราจะเดินทางต่อไปค่ะ

ใกล้ๆ กับทางที่เราเดินมานั้น จะมีทางขึ้นเขาไปด้วยทางที่ทำจากบันไดโลหะสลับไปกับรากไม้อันน่าพิศวง

หินผาเทงงู (Tengu Iwa)

เมื่อปีนเขาขึ้นมาจนสุดทาง เราจะเจอก้อนหินใหญ่เบิ้ม!
ก้อนหินนี้ถูกเรียกว่า "หินผาเทงงู" เนื่องจากว่ารูปร่างนั้นมีส่วนหนึ่งยืดยาวออกไป เหมือนกับจมูกของ "เทงงู" สิ่งมีชีวิตในตำนานญี่ปุ่นที่เป็นผู้ปกปักษ์รักษาภูเขานั่นเองค่ะ
ด้านบนของหินผานี้มีรูปปั้นอยู่ด้วย แต่ต้องปีนโซ่ขึ้นไปศักการะ
ใครยังมีแรงฮึด ก็ปีนขึ้นไปเลย! แต่ระมัดระวังด้วยนะคะ

สวนหิน (Rock Garden)

ชมธรรมชาติสวยงามไปตามทางอีกเล็กน้อย เราจะเข้าสู่บริเวณที่เรียกรวมๆ กันว่า สวนหิน หรือ ร็อคการ์เด้น
สาเหตุที่เรียกเช่นนี้ก็เพราะแถวนี้เต็มไปด้วยก้อนหินน้อยใหญ่เรียงรายไปตามลำธาร
แถมยังมีมอสสีเขียวสดปกคลุมก้อนหินไปทั่วจนมีความสวยงามตามแบบสวนหินของญี่ปุ่นเลยทีเดียวค่ะ
เส้นทางแถวนี้ไม่ค่อยมีทางชันขึ้นลง เราจึงค่อยๆ เดินชมสวนหินพร้อมกับฟังเสียงน้ำไหลให้ลืมโล่งใจ ลืมทุกข์ไปได้เลยค่ะ

น้ำตกอายะฮิโระ (Ayahiro no Taki)

ปลายทางของสวนหิน เราจะพบกับน้ำตกอีกแห่งหนึ่งซึ่งมีซุ้มประตูโทริอิตั้งอยู่ด้านหน้าบ่งบอกถึงความศักดิ์สิทธิ์
เพราะน้ำตกแห่งนี้เป็นสถานที่ฝึกตนของศาลเจ้ามุซาชิมิตาเกะนั่นเอง
ฉากการฝึกตนด้วยการนั่งหรือยืนใต้น้ำตกแบบในภาพยนตร์นั้นยังมีอยู่จริงจนถึงปัจจุบันนี้เลยนะคะ!

ต้นสนที่นั่งของเทงงู (Tengu no Koshikake Sugi)

เดินไปตามทางเรื่อยๆ คราวนี้เรากำลังจะย้อนกลับไปที่หน้าศาลเจ้ามุซาชิมิตาเกะแล้วค่ะ
ใช้เวลาอีกประมาณ 30 นาที ลองสังเกตข้างทางด้านซ้ายมือไปเรื่อยๆ เราจะพบกับต้นสนใหญ่ต้นหนึ่งอยู่ข้างๆ กับซุ้มประตูโทริอิ
ต้นสนต้นนี้มีรูปร่างที่แปลกกว่าต้นอื่นอยู่ที่ มีกิ่งใหญ่หนึ่งยื่นโค้งออกมาราวกับเป็นที่นั่ง
ทำให้ถูกตั้งชื่อว่าเป็น "ต้นสนที่นั่งของเทงงู"
ผู้คุ้มครองภูเขาอย่างเทงงูอาจจะใช้ที่นี่นั่งพักผ่อนระหว่างบินตรวจความเรียบร้อยของเขามิตาเกะก็ได้นะ

14:30 กลับมาถึงหน้าทางเข้าศาลเจ้ามุซาชิมิตาเกะ

* เวลาในการเดินอาจต่างกันไปตามบุคคล รวมทั้งเส้นทางอาจจะใช้เวลาต่างกันได้ประมาณ 30 นาที ไม่รวมเวลาแวะพักผ่อน ซึ่งระหว่างทางจะมีจุดพักผ่อนอยู่เป็นระยะๆ

เดินวนครบหนึ่งรอบ เราจะกลับมาถึงหน้าศาลเจ้ามุซาชิมิตาเกะกันอีกครั้งค่ะ!
นี่มันก็เริ่มสายแล้ว ได้เวลาเติมพลังหลังออกกำลังกายเดินป่ากันแล้วล่ะ

เดินลงบันไดมาตามทางที่ใช้มาในตอนเช้า เราจะผ่านย่านร้านค้าที่มีร้านขายของกินและของฝากเรียงรายอยู่
ขอแนะนำให้ลองเดินหาของฝากตรงนี้ก็ไม่เลวเลยนะ

ร้านขายของฝาก จิโมโตะยะ (Chimotoya)

ร้านที่จะขอแนะนำเลยคือ "จิโมโตะยะ" ที่อยู่ตรงกลางๆ ย่านร้านค้าเลยค่ะ
ในร้านมีของฝากน่าสนใจมากมาย ทั้งถั่วหรือผักดองรสวาซาบิที่แสนอร่อย เผ็ดนิดกำลังดี
หรือใครไม่ชอบของรสจัด ก็มีขนมเซมเบ้ที่ทำจากโกโบ ได้รสชาติแบบญี่ปุ่น
ใครไม่อยากได้ของกิน ก็มีของฝากอื่นๆ เช่น ตุ๊กตากระรอกบินแสนน่ารักอีกด้วย

ซดอุด้งร้อนๆ ที่ร้านโคริซัง (Korisan)

เดินออกจากย่านร้านค้า ลงเนินมาจะพบกับบ้านหลังเล็กน่ารักและดูเป็นญี่ปุ่นโบราณอยู่ตรงปลายเนินเลย
บ้านหลังนี้คือร้านอาหารและคาเฟ่ "โคริซัง" ที่เราจะมาแวะทานอาหารกลางวันกันล่ะ

ภายในร้านที่ตกแต่งให้ความรู้สึกเหมือนบ้านของคนญี่ปุ่นสมัยก่อนนี้มีตุ๊กตาหรือของแต่งรูปทานุกิอยู่มากมาย
พอลองถามกับเจ้าของร้าน เขาก็เล่าว่าคำว่า "โคริ" ในชื่อร้านนั้น หมายถึง ทานุกิที่มีอายุแล้ว ซึ่งคนญี่ปุ่นเชื่อว่าทานุกิที่มีอายุมากจะมีอิทธิฤทธิ์แปลงกายและชอบหลอกนักเดินทางนั่นเอง
แต่คุณเจ้าของร้านก็บอกมานะว่า อาหารที่ร้านอร่อยคุ้มราคาจริง ไม่ได้หลอกใครทั้งนั้น

แวะทานอุด้งชมจันทร์ร้อนๆ (ซึคิมิอุด้ง) ที่มีพระจันทร์ไข่แดงอยู่ตรงกลาง ตบท้ายด้วยไอศครีมแบบญี่ปุ่น
ใครยังมีเนื้อที่ในท้องเหลืออยู่ก็ยังมีบุกตุ๋นจนรสชาติน้ำซอสซึมลึกและลูกกวาดหนึบหนับมิซึอาเมะให้ทานเล่นอีกด้วย
(บุกและมิซึอาเมะ สามารถซื้อทานได้จากหน้าร้านเช่นกัน)

ซึคิมิอุด้ง ราคา 800 เยน, ไอศครีมแบบญี่ปุ่น ราคา 400 เยน,  บุกตุ๋นและมิซึอาเมะราคาอย่างละ 100 เยน

16:00 ลงเขา กลับเข้าสู่แสงสีเมืองโตเกียว

พอเวลาประมาณ 16:00 ก็ได้เวลากลับสู่ตัวเมืองโตเกียวเสียที
เดินกลับทางเดิมมาพร้อมกับใช้ตั๋วเคเบิ้ลคาร์ที่ซื้อมาตอนเช้า นั่งรถกลับไปยังสถานี แล้วจากนั้นก็นั่งรถกลับสู่ชินจูกุเหมือนกับตอนขามาได้เลยค่ะ

และสินค้าขากลับที่น่าสนใจก็มีอยู่ที่สถานีของรถเคเบิ้ลคาร์นี่แหละ เพราะที่นี่มีขาย "วาซาบิสด" ด้วย มากันเป็นต้นๆ เลยทีเดียว
โดยราคาจะแตกต่างกันไปตามเชือกที่ผูกอยู่นะคะ
สำหรับนักท่องเที่ยวอาจจะซื้อหากลับไปยากหน่อย แต่ถ้าใครยังพักอยู่ที่ญี่ปุ่นอีกหลายวัน หรือจะแวะไปเยี่ยมคนที่อยู่ในญี่ปุ่นต่อ เรียกได้ว่าเป็นของที่น่าสนใจเลยล่ะ!

สำหรับผู้ที่อยากจะอยู่บนเขาต่ออีกสักหน่อย ก็ควรระมัดระวังเรื่องเวลา เนื่องจากทั้งเคเบิ้ลคาร์และรถบัสที่จะนั่งกลับไปสถานีนั้นจะหมดเวลาหกโมงกว่าค่ะ
ต้องคำนวณดีๆ เผื่อเวลานั่งพาหนะแต่ละอย่างต่อกันด้วยนะ

ในครั้งนี้ผู้เขียนได้มาเยือนในฤดูใบไม้ร่วงที่เป็นช่วงเวลาเด็ดของเขามิตาเกะก็จริง แต่ฤดูกาลอื่นๆ ที่เขานี้ก็สวยไม่แพ้กันนะ!
ในฤดูร้อน ที่นี่ยังมีทุ่งดอกเรงเกะโชมะ (ดอกไม้ในสกุลเดียวกับพวงแก้วกุดั่นซึ่งมีต้นกำเนิดในญี่ปุ่น) ให้ชมอีกด้วย
รวมถึงยังมีกิจกรรมทั้งการแสดงศิลปะแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ตามฤดูกาล หรือการร่ายรำบูชาเทพเจ้าของศาลเจ้าซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ตามช่วงเวลาต่างๆ ตลอดปีอีกด้วย

แถมให้อีกนิด!
หากจะเที่ยวแบบญี่ปุ่นให้จุใจและคลายเหนื่อยจากการปีนเขา จากเขามิตาเกะนั้นยังมีออนเซ็นให้แวะใช้บริการก่อนกลับที่พักด้วย
อย่างเช่น ระหว่างทางที่นั่งรถไฟสายโอเมะกลับชินจูกุ เราสามารถแวะที่สถานี JR คาเบะ (Kabe) 
หน้าสถานีนี้มีออนเซ็นชื่อ อุเมะโนะยุ (Ume no Yu) ที่เปิดให้เข้าใช้บริการได้จนถึงห้าทุ่มเลยทีเดียวล่ะ (แช่น้ำได้ถึง 23:30)

สรุปข้อควรระวังที่ควรเตรียมตัวในการมาเที่ยวเขามิตาเกะ

- เตรียมชุดที่เหมาะสมกับฤดูกาล และรองเท้าต้องเป๊ะ!
เพราะเส้นทางที่เราจะใช้ในวันนี้เป็นเส้นทางบนป่าเขาที่ไม่ใช่บันไดสวยๆ ค่ะ
ฉะนั้นขอให้เตรียมรองเท้าและชุดให้พร้อม รองเท้านั้นอย่างน้อยๆ ควรจะเป็นรองเท้าผ้าใบค่ะ เก็บรองเท้าสวยๆ ไว้ใส่ในตัวเมืองโตเกียวเลยดีกว่า

- เสื้อผ้า เนื่องจากขึ้นภูเขา อากาศอาจจะเย็นลงอีกเล็กน้อย แต่พอได้ออกแรงเดินป่าแล้วจะรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาบ้าง
ถ้าไม่แน่ใจ เราขอแนะนำให้สะพายเป้แล้วใส่เสื้อนอกที่ถอดได้ง่ายมา
พอรู้สึกร้อนก็ถอดออกมาใส่เป้ พอเริ่มหนาวก็นำเสื้อออกมาใส่ได้เลย!

 - พอเลยย่านร้านค้า ก็ไม่มีขายอาหารและเครื่องดื่มแล้ว จึงควรเตรียมเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวเล็กน้อยไปเอง แต่ต้องเก็บขยะกลับมาทิ้งเองด้วยนะ!

- เส้นทางบางส่วนค่อนข้างชัน ขอให้ระมัดระวังระหว่างการเดินทางนะคะ
ถ้าเตรียมตัวมาพร้อมแล้วล่ะก็ รับรองว่าได้สนุก สบายใจไปกับธรรมชาติแสนสวยงามอย่างเต็มที่แน่นอนค่ะ

สุดท้ายนี้ผู้เขียนขอยืนยันว่า ... กระโปรงสวย รองเท้าแจ่มแบบคุณหญิงกีรติ ขึ้นยอดเขานี้ไม่ไหวแน่ๆ ค่ะ ... TT-TT 

สรุปการเดินทาง

สถานีชินจูกุ → สถานีมิตาเกะ → เคเบิ้ลคาร์ → บนเขามิตาเกะ → ศาลเจ้ามุซาชิมิตาเกะ → จุดชมวิวนากาโอะไดระ → น้ำตกนานาโยะ → หินผาเทงงู  → สวนหิน → น้ำตกอายะฮิโระ → ต้นสนที่นั่งของเทงงู → ร้านขายของฝาก จิโมโตะยะ → คาเฟ่โคริซัง → เคเบิ้ลคาร์ → สถานีมิตาเกะ → สถานีชินจูกุ

ค่าเดินทางทั้งหมด : ค่ารถไฟ 1,860 เยน ค่ารถบัส 560 เยน และค่าเคเบิ้ลคาร์ 1,090 เยน

ใช้จ่ายอื่นๆ : ค่าอาหาร 800 เยน ค่าขนม 600 เยน ค่าช้อปปิ้งและของฝากต่างๆ แล้วแต่บุคคล

รวมค่าใช้จ่ายใน 1 วัน/1 คนตามแผน : ประมาณ 4,910 เยน (ไม่รวมค่าซื้อของ)

Supported by Tokyo Convention&Visitors Bureau

เนื้อหาในบทความนี้อ้างอิงจากการเก็บข้อมูลในช่วงเวลาที่เขียนบทความ อาจมีการเปลี่ยนแปลงของรายละเอียดสินค้า บริการ ราคาในภายหลังได้ กรุณาตรวจสอบกับสถานที่นั้นอีกครั้งก่อนการไปใช้บริการ

แท๊กเกี่ยวข้อง

Pin LINE

Topics