โทจิงิ ตั้งอยู่ในภูมิภาคคันโต ใช้เวลาเดินทางเพียงประมาณ 1 - ชั่วโมงก็สามารถไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบาย
นอกจากมรดกโลกชื่อดังอย่าง "ศาลเจ้านิกโก้โทโชงู" แล้วภายในจังหวัดยังมีแหล่งชมวิวอันงดงามจนต้องตกตะลึงอื่นๆ ซุกซ่อนเอาไว้อีกมากมาย แถมยังเต็มไปด้วยอาหารแสนอร่อยอีกเพียบ จึงรับรองได้ว่าในทริปเดียวจะได้ครบทั้งอิ่มใจและอิ่มท้อง ไม่ว่าจะไปเที่ยวกับกลุ่มเพื่อนหรือครอบครัวก็สามารถสนุกได้ทุกคนอย่างแน่นอน!
READ MORE
READ MORE
READ MORE
READ MORE
จังหวัดโทจิกิมีภูมิศาสตร์อันหลากหลายทั้งภูเขาสูงที่ตั้งตระหง่านทางตอนเหนือและที่ราบอันกว้างใหญ่ทางตอนใต้ เราจึงสามารถเพลิดเพลินกับธรรมชาติและทัศนียภาพสวยงามมีเสน่ห์ได้ทั่วทุกหนทุกแห่ง ฤดูใบไม้ผลิจะมีดอกไม้แสนงามบานสะพรั่งในหลากหลายพื้นที่ โซนภูเขาทางตอนเหนือนั้นเย็นสบายจึงเป็นแหล่งตากอากาศยอดนิยมในฤดูร้อน เนื่องจากพื้นที่แต่ละส่วนตั้งอยู่บนความสูงเหนือระดับน้ำทะเลที่แตกต่างกันมาก จึงทำให้มีโอกาสชมใบไม้เปลี่ยนสีได้ยาวนานถึง 2 เดือน นอกจากนี้ยังมีออนเซ็นพร้อมวิวหิมะในฤดูหนาวที่งดงามราวกับภาพวาดอีกหลายแห่งรอให้เราไปดื่มด่ำอีกด้วย
ธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์เป็นผู้ให้กำเนิดของอร่อย! จังหวัดโทจิกิถูกขนานนามว่าเป็น "อาณาจักรแห่งสตรอเบอร์รี่" ด้วยปริมาณผลผลิตสตรอเบอร์รี่อันดับ 1 ของญี่ปุ่น นอกจากนี้ก็ยังมีปริมาณการผลิตน้ำนมวัวมากเป็นอันดับ 2 ของญี่ปุ่นรองจากฮอกไกโด ผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากนมสดใหม่แสนอร่อยของที่นี่จึงได้รับความนิยมมาก แถมยังมีอาหารเลิศรสอีกหลายอย่างเรียงรายกันขึ้นแท่น ไม่ว่าจะเป็นอุทสึโนะมิยะ "เมืองแห่งเกี๊ยวซ่า" หรือเมนู "ซาโนะราเม็ง" ที่คนรักราเม็งห้ามพลาด และอื่นๆ อีกมากมาย!
"ศาลเจ้าและวัดแห่งนิกโก" ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 1999 ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 23 ที่จัดในเมืองมาร์ราเกช ประเทศโมร็อกโก โดย "ศาลเจ้าและวัดของนิกโก" ที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกนั้นประกอบด้วย "กลุ่มอาคารสิ่งก่อสร้าง" 103 หลัง (สมบัติแห่งชาติ 9 หลัง สมบัติสำคัญทางวัฒนธรรม 94 หลัง) อย่างศาลเจ้าฟุตาระซัง ศาลเจ้าโทโชกู และวัดรินโนจิที่อยู่ภายในภูเขานิกโก กับ "โบราณสถาน (ทิวทัศน์ทางวัฒนธรรม)" ที่ล้อมรอบกลุ่มอาคารสิ่งก่อสร้างเหล่านี้อยู่ สำหรับปี 2019 นี้นับว่าครบรอบ 20 ปีที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว
วัดประจำตระกูลโอเซกิซึ่งเป็นผู้ครองแคว้นคุโรบาเนะที่ปกครองบริเวณรอบๆ
เมืองโอตาวาระในอดีต
เป็นวัดเซ็นนิกายโซโตที่มีประวัติศาสตร์มากกว่า 600 ปี สิ่งก่อสร้าง 7
แห่งภายในอาณาบริเวณเป็นหลังคามุงจากทั้งหมด อุโบสถ โรงฝึกสมาธิ โรงครัว ระเบียงทางเดิน
และส่วนอื่นๆ
ของวัดวาอารามนั้นถูกกำหนดให้เป็นสมบัติสำคัญทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น
คุณสามารถเพลิดเพลินกับดอกไม้และทิวทัศน์หลากหลายได้ตลอดปี เช่น ดอกโบตั๋น ไอริส อาจิไซ
(ไฮเดรนเยีย)
ใบไม้แดง เป็นต้น
ทุกคนสามารถทดลองมีประสบการณ์ทำสมาธิกับคัดลอกพระสูตรได้ที่วัดไดโอจิโดยไม่เกี่ยงเชื้อชาติและศาสนา
มีการอธิบายวิธีการอย่างละเอียดให้แก่ผู้ที่ลองครั้งแรกจึงเข้าร่วมได้อย่างสบายใจ
ภายในอุโบสถมีม้วนกระดาษภาพวาดแขวนผนัง "ผีมาคุระกาเอชิ"
ผีหญิงแก่ไร้ขานี้มีดวงตาที่ดูเหมือนกำลังจ้องดูเราอยู่ตลอดไม่ว่าจะมองมุมใด
ภาพนี้เป็นผลงานหายากที่สืบทอดมาจากยุคเอโดะ (ปี 1603-1868)
มีเรื่องประหลาดน่ากลัวเล่าต่อกันมาว่าหากแขวนม้วนภาพวาดนี้ไว้แล้วนอนด้านหน้า
เช้าวันรุ่งขึ้นหมอนจะถูกพลิกกลับและนอนอยู่ในท่าหันไปด้านตรงข้าม
จุดเด่นของหมู่บ้านน้ำพุร้อนชิโอะบาระคือการได้สนุกกับน้ำร้อนหลากหลายรูปแบบ ที่นี่มีน้ำพุร้อนทั้งหมด 7 สี เช่น สีขาวน้ำนม สีน้ำตาลแดงเข้ม และอื่นๆ ที่ญี่ปุ่นมีการแบ่งคุณสมบัติน้ำพุร้อนเป็น 10 แบบอีกด้วย เช่น น้ำพุร้อนธรรมดา น้ำพุร้อนกำมะถัน เป็นต้น ซึ่งคุณจะได้เพลิดเพลินกับน้ำร้อนถึง 6 ชนิดที่หมู่บ้านน้ำพุร้อนชิโอะบาระ หลังสมัยเมย์จิ (ปี 1868-1912) เป็นต้นมา มีบรรดานักประพันธ์ชื่อดังอย่างโอซากิ โคโยหรือนัตสึเมะ โซเซกิพากันมาเยือนชิโอะบาระ นิยายกับโคลงกลอนชั้นนำต่างกำเนิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ได้รับการเยียวยาทั้งกายใจจากน้ำร้อนคุณภาพเยี่ยมท่ามกลางธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ บรรยากาศของช่วงเวลาที่เหล่านักประพันธ์เคยพำนักอยู่ที่นี่ยังคงเหลืออยู่ถึงปัจจุบัน คุณจะได้เพลิดเพลินกับอาหารหลากหลายที่หมู่บ้านน้ำพุร้อนชิโอะบาระด้วย "ยากิโซบะในน้ำซุป" เป็นเมนูที่นำยากิโซบะผัดซอสเสร็จใหม่ๆ ใส่ลงไปในซุปรสโชยุ ได้ทานเพียงครั้งเดียวรับรองว่าติดใจแน่นอน อีกเมนูคือ "โทเทยากิ" เป็นของหวานที่ใช้นมสดกับไข่ผลิตจากเมืองนาสึชิโอะบาระมาทำเป็นแป้งห่อฟูนิ่มแล้วสอดไส้ต่างๆ ซึ่งไส้ของแต่ละร้านไม่เหมือนกัน มีหลากหลายตั้งแต่สตรอเบอร์รี่หรือครีมสดไปจนถึงเนื้อสัตว์ โซบะ
ทัวร์ขี่จักรยานที่ให้คุณสัมผัสธรรมชาติ อาหาร
และความเป็นอยู่ที่เมืองนาสึโดยมีไกด์คอยแนะนำ
สามารถเพลิดเพลินกับทิวทัศน์ของนาสึที่เห็นได้เฉพาะจากจักรยาน
หาดูไม่ได้จากรถยนต์หรือการเดินเท้า
พร้อมสัมผัสความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ และได้หลอมรวมไปกับวิถีชีวิตในท้องถิ่น
ไกด์ผู้รู้จักท้องถิ่นทุกซอกทุกมุมจะช่วยนำทางให้ตลอดทัวร์
สำหรับ "นาสึ ซาโตะยามะ ฟาร์ม ไรด์"
นั้นเป็นการขี่จักรยานไปตามเส้นทางกับทุ่งนาเงียบสงบตามป่าเขาชนบท
พลางแวะสถานที่มีชื่อเสียงที่ถูกซ่อนเร้นอยู่อย่างป่าไผ่กับศาลเจ้าที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและเมืองที่พักแรมในอดีต
ไฮไลท์อยู่ที่การลองมีประสบการณ์ทำเกษตรกรรมอย่างง่ายๆ
และล้อมวงรับประทานอาหารกลางวันทำเองกับมือที่บ้านของเกษตรกรในท้องถิ่น
ทัวร์นี้ให้คุณสามารถสนุกกับการขี่จักรยานเที่ยวอย่างสดชื่นและสัมผัสประสบการณ์ชนบทญี่ปุ่นได้ใน
1 วัน
ส่วน "ฟอเรสต์ กราเวล ไรด์"
เป็นการขี่จักรยานแฟทไบค์ที่มียางล้อใหญ่หรือจักรยานเสือภูเขาเที่ยวแนวผจญภัยแล่นไปตามถนนลูกรังกลางภูเขาเลียบลำธาร
เส้นทางในป่าที่ใบไม้แห้งกับกิ่งไม้เกลื่อนไปทั่ว
ก่อนจะไปเพลิดเพลินกับกาแฟซึ่งชงริมแม่น้ำที่น้ำใสไหลผ่าน
*จุดรวมตัวของ "นาสึ ซาโตะยามะ ฟาร์ม ไรด์" กับ "ฟอเรสต์ กราเวล ไรด์"
เป็นคนละสถานที่กัน
ที่นี่เก็บรักษาผลงานศิลปะไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นภาพวาดมือต้นฉบับของอุทางาวะ ฮิโรชิเงะ
นักวาดภาพอุคิโยปลายยุคเอโดะ (ปี 1603-1868) ที่มีชื่อเสียงจากภาพ
"ห้าสิบสามจุดพักแห่งถนนโทไคโด"
ภาพพิมพ์อุคิโยของสำนักอุทางาวะ และอื่นๆ
ผลงานเหล่านี้เป็นของที่ได้รับบริจาคมาจากครอบครัวของคุณอาโอกิ
โทซาคุ นักธุรกิจที่เกิดในเมืองซากุระ จึงมีชื่อเรียกว่า "คอลเลคชั่นอาโอกิ"
นอกจากนิทรรศการถาวร
ยังจัดนิทรรศการชั่วคราวกับนิทรรศการพิเศษที่เปี่ยมไอเดียแปลกใหม่เวียนกันตลอดปี
จะมาเมื่อไหร่ก็ไม่เบื่อ
อาคารออกแบบโดยคุณคุมะ เคนโก
สถาปนิกระดับโลกผู้ออกแบบสนามกีฬาแห่งชาติใหม่สำหรับโตเกียวโอลิมปิกปี 2020
สร้างจากต้นสนยามิโซจำนวนมากที่หาได้ในท้องถิ่น
ทัศนียภาพที่กลมกลืนอย่างดีกับป่าธรรมชาติโดยรอบถือเป็นผลงานศิลปะที่อวดกับโลกได้
ภายในพิพิธภัณฑ์มีคาเฟ่บริหารงานโดยโรงบ่มมิโสะในท้องถิ่น
หลังจากชมงานศิลปะแล้วก็มาพักผ่อนดื่มด่ำกับบรรยากาศที่เหลงเหลืออยู่ในใจได้ต่อที่นี่
ฟาร์มวะกะยะมะเป็นฟาร์มที่เอาใจใส่เรื่องการทำเกษตรปลอดสารเคมีกับกับเกษตรอินทรีย์
เพาะปลูกไผ่และพืชอื่นๆ
สืบทอดกันมา 3 รุ่น เป็นเวลาประมาณ 100 ปีแล้ว
ในสถานที่แห่งนี้คุณสามารถเพลิดเพลินกับการไล่ล่ารสชาติของแต่ละฤดูกาล เช่น
หน่อไม้ในฤดูใบไม้ผลิ
เกาลัดในฤดูใบไม้ร่วง เป็นต้น
ทุกปีมีผู้คนมาเยือนมากมายเพื่อตามหาผลผลิตเกษตรกรรมคุณภาพดี
ภายในฟาร์มมีป่าไผ่สวยงามที่ได้รับการดูแลอย่างดีครอบคลุมพื้นที่ถึง 24 เฮกตาร์ (150
ไร่)
ที่นี่ถูกใช้เป็นโลเคชั่นถ่ายทำภาพยนตร์หรือโฆษณามากมายอย่างเช่นภาพยนตร์
"ซามูไรพเนจร"
ทุกสัปดาห์ในวันเสาร์หรือวันหยุดต่างๆ หลังพระอาทิตย์ตก จะมีการฉายไฟประดับป่าไผ่และจุด
"โคมไฟไม้ไผ่"
งานศิลปะทำจากไม้ไผ่
ซึ่งคุณสามารถเพลิดเพลินกับเสน่ห์ที่แตกต่างกันระหว่างกลางวันกับกลางคืนได้
ศาลเจ้าแห่งนี้ตั้งอยู่บนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ (ภูเขาทวยเทพ)
ที่เคยเป็นสถานที่ฝึกตนของนักบวช
และมีประวัติศาสตร์ยาวนานมากกว่า 1,300 ปี เนื่องจากมีความเชื่อมาตั้งแต่อดีตว่า
"เท็นงูข้ารับใช้เหล่าเทพจะช่วยปัดเป่าภัยร้ายที่เกิดกับผู้ที่เคารพสักการะ"
จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า
"ศาลเจ้าเท็นงู" ด้วย
สามารถลองมีประสบการณ์ใช้ชีวิตร่วมกับเทพได้ ไม่ว่าจะเป็นพักแรมที่ศาลเจ้า
ชมการเต้นรำถวายเทพ
รับการปัดรังควานชำระล้างกายใจ รับประทานอาหารญี่ปุ่นสำหรับถวายเทพ เป็นต้น
นอกจากนี้ยังเพลิดเพลินกับการเดินเล่นท่ามกลางธรรมชาติได้ทั้งสี่ฤดูตลอดปีที่
"สวนฟุรุมิเนะ"
โดยที่นี่เป็นสวนญี่ปุ่นรูปแบบไคยูชิกิ (สวนทางเดินวนรอบสระกลางสวน)
ซึ่งใช้ประโยชน์จากน้ำบริสุทธิ์ที่เป็นต้นน้ำของแม่น้ำโออาชิกับภูมิประเทศธรรมชาติ
"เทศกาลตุ๊กตาฮินะ" เป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่อธิษฐานขอให้เด็กผู้หญิงเติบโตอย่างสุขภาพดีมีความสุข และจะประดับตุ๊กตาฮินะที่บ้าน ตุ๊กตาหลากหลายแบบถูกสร้างแตกต่างไปตามยุคสมัยและถูกใช้ประดับมาตลอดในญี่ปุ่น ถนนโอชูไคโดซึ่งตัดผ่านเขตอุจิอิเอะในเมืองซากุระ ที่นี่เคยเจริญรุ่งเรืองในฐานะเมืองที่พักแรมที่เรียกว่า "อุจิอิเอะจูคุ" เมื่อครั้งอดีต ตุ๊กตาฮินะที่สืบทอดต่อกันมายังคงหลงเหลืออยู่มากมาย ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคมตุ๊กตาเหล่านั้นจะถูกนำไปจัดแสดงตามสถานที่ประมาณ 70 แห่งรอบๆ สถานี JR อุจิอิเอะ เป็น "เทศกาลตุ๊กตาอุจิอิเอะฮินะเมะกุริ" คุณจะได้ชม "สึรุชิฮินะ" ที่ใช้เวลาทำมือถึง 1 ปีจากผ้าไหมกิโมโนแท้ และยังสามารถสวมชุดตุ๊กตาฮินะได้ฟรีในวันเสาร์ อาทิตย์และวันหยุดราชการ อนึ่ง สถานที่ที่ประดับเป็นเทศกาลตุ๊กตาฮินะจะมีธงสีแดงตั้งอยู่
น้ำตกริวมอนไหลลงมาจากแม่น้ำเองาวะ มีความสูงประมาณ 20 เมตร กว้างประมาณ 65 เมตร
มีตำนานเล่าว่างูยักษ์อาศัยอยู่ที่นี่และกลายเป็นที่มาของชื่อน้ำตก
โฉมหน้าที่น้ำตกแสดงให้เห็นแต่ละฤดูกาลนั้นวิเศษสุดจนอยากมาเยือนอีกหลายครั้งแน่นอน
คุณจะได้เพลิดเพลินกับแมกไม้สีเขียวชอุ่มช่วงต้นฤดูร้อน
นอกจากนี้ยังจะได้เห็นใบไม้แดงกับปลาแซลมอนว่ายทวนน้ำในฤดูใบไม้ร่วงด้วย
สามารถเดินไปได้จนถึงสันดอนทรายใกล้แอ่งน้ำใต้น้ำตกริวมอน
คุณจึงรับละอองน้ำกระเซ็นกับไออ้อนลบจากน้ำตกได้
นอกจากนี้ยังจะได้เห็นรถไฟแล่นเหนือน้ำตกซึ่งหาดูยากในญี่ปุ่นอีกด้วย
พิพิธภัณฑ์เมืองแห่งของเล่นบันไดคือพิพิธภัณฑ์จัดแสดงของเล่นกับสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ
ประกอบด้วยพิพิธภัณฑ์ตามธีม 4 ธีม ได้แก่ "ของเล่นญี่ปุ่น"
"ของเล่นโบราณจากยุโรปตะวันตก"
"สิ่งประดิษฐ์ของเอดิสัน" "สินค้าฮอบบี้ (กันดั้ม)"
คัดเลือกผลงานอย่างเข้มงวดจากคอลเลคชั่นที่มีอยู่ประมาณ
35,000 ชิ้นมาจัดแสดง
นอกจากพิพิธภัณฑ์ตามธีม ยังมีหุ่นกันดั้มครึ่งตัวเท่าขนาดจริงความสูง 5.6
เมตรกับพื้นที่ชุมนุมของหุ่นยนต์รวมร่างที่เคยถือกำเนิดขึ้นมา พื้นที่เล่นของเล่น
สนามหญ้ากว้างขวางที่ปิกนิกได้
คุณจะได้ศึกษาประวัติศาสตร์ด้านวัฒนธรรมจากผลงานจัดแสดงล้ำค่าต่างๆ มากมาย
รวมถึงสามารถสัมผัสความยอดเยี่ยมของการประดิษฐ์คิดค้นกับการพลิกแพลง
และความสนุกของการสร้างสิ่งต่างๆ
ได้จากสถานที่แห่งนี้
ภายในสวนดอกไม้อะชิคากะถูกแต่งแต้มสีสันตลอดเวลาด้วยดอกไม้นานาชนิดที่เปี่ยมบรรยากาศของฤดูกาล
โดยเฉพาะเถาของต้นฟูจิ (วิสเทอเรีย)
ยักษ์เมื่อย่างสู่ฤดูกาลเหมาะแก่การชมในฤดูใบไม้ผลินั้นยิ่งสวยงามเป็นพิเศษ
การฉายไฟประดับตอนกลางคืนจะปล่อยบรรยากาศชวนฝันราวกับจินตนาการให้ล่องลอย
คุ้มค่าแก่การชมอย่างยิ่ง
อุโมงค์ความยาวถึง 80 เมตรที่ถักพันจากต้นฟุจิขาวก็ถือเป็นไฮไลท์อีกอย่างของที่นี่
"สวนดอกไม้แห่งแสง" ซึ่งได้รับเลือกเป็น 1 ในงานจัดแสดงไฟประดับใหญ่ 3 อันดับของญี่ปุ่น
จัดตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมจนถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์
ภายในงานคึกคักไปด้วยผู้คนที่พาครอบครัวไปเที่ยวและคู่รัก
นอกจากนี้ "ต้นฟุจิยักษ์ปาฏิหาริย์" ที่มีอายุมากกว่า 150
ปีได้รับเสียงชื่นชมว่าเหมือนกับ
"รุกขชาติแห่งวิญญาณ" ในภาพยนตร์เรื่อง "Avatar" ของผู้กำกับเจมส์ คาเมรอน
และยังได้รับเลือกให้เป็น "10
สถานที่ท่องเที่ยวในฝัน" จาก CNN ในปี 2014 ด้วย
ปัจจุบันที่นี่ได้รับการจับตามองมากขึ้นเรื่อยๆ
ร้านยะมะโมะโตะโซฮอนเทนเป็นร้านขนมญี่ปุ่นเก่าแก่ที่เปิดกิจการเมื่อปี 1892
สำหรับกิจกรรมประสบการณ์ทำขนมญี่ปุ่นนั้น คุณจะได้รับการสอนจากช่างผู้เชี่ยวชาญ
พร้อมทำขนมญี่ปุ่นที่สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลถึง 2 ชนิด
ขนมญี่ปุ่นใช้วัตถุดิบไม่ใส่สารปรุงแต่งที่คัดเลือกมาอย่างพิถีพิถัน
คุณสมบัติเด่นจึงอยู่ตรงรสชาตินุ่มลิ้น
ได้รสดั้งเดิมของวัตถุดิบ หากจะร่วมกิจกรรมประสบการณ์จำเป็นต้องจองล่วงหน้า
สามารถจองได้ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป
กิจกรรมประสบการณ์ทำขนมญี่ปุ่น 2 ชนิดมีค่าใช้จ่ายคนละ 1,500 เยน
วันหยุดประจำคือวันจันทร์และอังคาร
วัดพุทธที่สร้างอยู่ข้าง "สระน้ำอิซึรุฮาระ เบนเทน" ซึ่งได้รับเลือกให้เป็นแหล่งน้ำขึ้นชื่อ 100 แห่งของญี่ปุ่น มีการเล่าสืบต่อกันมาว่าฟูจิวาระ ฮิเดซาโตะผู้ได้รับการบูชาเป็นเทพพิทักษ์แห่งศิลปะและวิชาการ เป็นผู้สร้างที่นี่ขึ้นในปี 948 พระประธานเบนไซเทนถูกนับรวมเป็นหนึ่งในเทพแห่งโชคลาภทั้งเจ็ดของเมืองซาโนด้วย ว่ากันว่าวิหารหลักในปัจจุบันถูกสร้างขึ้นใหม่เมื่อยุคคามาคุระ (ประมาณปี 1185 - 1333) เป็นสิ่งก่อสร้างหายากที่ถ่ายทอดความงามสถาปัตยกรรมสู่ยุคปัจจุบัน สร้างด้วยวิธีก่อสร้างแบบโบราณที่ไม่ใช้ตะปู หอคอย 3 ชั้นสร้างโดยใช้รูปแบบ "บุไตสึคุริ" ซึ่งใช้งานเวลาสร้างอาคารบนพื้นลาดชันอย่างเช่นหน้าผา สามารถมองเห็นเมืองซาโนได้ทั้งเมือง
ซากปราสาทของตระกูลโอยามะที่เคยรุ่งเรืองอยู่ในบริเวณรอบเมืองโอยามะช่วงยุคกลางของญี่ปุ่น ปัจจุบันกลายเป็นสวนสาธารณะไปแล้ว แต่ยังสามารถสัมผัสความเจริญรุ่งเรืองในอดีตของตระกูลโอยามะได้จากกำแพงดินหรือคูน้ำแห้งขอด สามารถมองเห็นแม่น้ำโอโมอิที่ไหลผ่านใจกลางเมืองโอยามะได้จากบนเนินในสวนสาธารณะ สนุกกับเครื่องเล่นและกีฬาได้ภายในสวน ดอกซากุระ 2 ชนิด "โซเมย์โยชิโนะ" กับ "โอโมอิงาวะซากุระ" จะบานเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ โดยเฉพาะ "โอโมอิงาวะซากุระ" มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่เมืองโอยามะ หาชมได้แค่ที่เมืองโอยามะเท่านั้น พอถึงฤดูใบไม้ร่วงต้นแปะก๊วยใหญ่ภายในสวนจะกลายเป็นสีเหลืองทอง นอกจากนี้ต้นเมเปิ้ลที่แดงฉานราวกับเปลวไฟยิ่งช่วยเพิ่มสีสันให้กับสะพานกิออนที่ทาสีแดง สามารถเดินทางไปถึงได้สะดวกโดยเดินจากสถานี JR Oyama ประมาณ 8 นาที ที่นี่คลาคล่ำด้วยผู้คนตลอดทั้งปี
สวนสาธารณะนี้อยู่ติดกับวัดชิโมสึเกะโคคุบุนจิ
โบราณสถานวัดโคคุบุนิจิและสุสานโบราณคาบุโทสึกะ
ภายในสวนสาธารณะมีต้นซากุระประมาณ 500 ต้น ซึ่งมีทั้งต้นลูกของเนโอะอุสึซึมิซากุระ
มิฮารุทากิซากุระ
ยามาทากะจินไดซากุระที่เป็นสามซากุระใหญ่แห่งญี่ปุ่น รวมถึงยาเอะซากุระ
ปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนพฤษภาคมจะมีการจัด "เทศกาลดอกไม้เทมเปียว"
คึกคักไปด้วยผู้คนมากมาย
โดยเฉพาะต้นยาเอะซากุระ 350 ต้นที่ผลิบานถือเป็นไฮไลท์ทีเดียว
และยังมีการจัดอีเวนท์ประจำฤดูกาล เช่น ฤดูร้อนมี "เทศกาลโคมไฟฤดูร้อนชิโมสึเกะ"
ที่จุดไฟในโคมทรงถ้วย 4000
อัน ส่วนเดือนพฤศจิกายนมี "เทศกาลอิโมนิเทมเปียว" ที่จะทำซุปเผือกจำนวน 3000
ชามซึ่งใช้คัมเปียว
(บวบชนิดหนึ่งที่ตัดเนื้อเป็นเส้นเรียวยาวตากให้แห้ง)
สินค้าขึ้นชื่อประจำเมืองชิโมสึเกะอย่างไม่อั้น
ภายในสวนมีคาเฟ่บ้านโบราณที่ปรับปรุงมาจากบ้านเกษตรกร
สามารถมาพักผ่อนเพลิดเพลินที่นี่ได้ตลอดทั้งปี
สถานที่ท่องเที่ยวที่ปรับปรุงซ่อมแซมมาจากสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์สมัยเมย์จิ (ปี 1868-1912) ถึงไทโช (ปี 1912-1926) ประกอบด้วย "อาคารอนุสรณ์สถานคุโบะ" ที่เคยใช้งานเป็นธนาคารในสมัยเมย์จิ "อาคารผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยว" ที่หาซื้อของฝากจากเมืองโมโอกะได้ นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารอิตาเลียนและอื่นๆ โดยชั้น 1 ของอาคารอนุสรณ์สถานคุโบะเป็นศูนย์แนะนำการท่องเที่ยว ซึ่งนอกจากจะได้ข้อมูลท่องเที่ยวเมืองโมโอกะแล้วที่นี่ยังมีแผ่นพับแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในเมืองให้พร้อม เป็นสถานที่ที่อยากให้คุณแวะเป็นแห่งแรกเมื่อมาถึงโมโอกะ อาคารผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวมีทั้งผลิตภัณฑ์พิเศษประจำท้องถิ่นกับสินค้าขึ้นชื่ออย่างผ้าโมโอกะโมเมน และอื่นๆ รวมอยู่ที่นี่มากมาย ที่ร้านอาหารอิตาเลียน "Trattoria COCORO" คุณจะได้เพลิดเพลินกับอาหารอิตาเลียนรสเลิศที่ทำมาเข้ากับฤดูกาลภายใต้บรรยากาศสงบ
พิพิธภัณฑ์เครื่องเคลือบมาชิโกะเริ่มเปิดทำการในเดือนมิถุนายน ปี 1993
ตั้งอยู่ภายในโบราณสถานซากปราสาทใจกลางเมืองมาชิโกะ จังหวัดโทจิงิ
มีการจัดแสดงนิทรรศการถาวรของผลงานช่างปั้นที่เป็นหน้าตาของมาชิโกะอย่างฮามาดะ
โชจิกับชิมาโอกะ ทัตสึโซ
นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการชั่วคราวต่างๆ
คอยถ่ายทอดเสน่ห์ให้ผู้คนมากมายได้รับรู้ถึงเสน่ห์ของเครื่องปั้นดินเผาของทุกที่ทุกสมัยและสนับสนุนโอกาสในการสร้างความคุ้นเคยอีกด้วย
พิพิธภัณฑ์เครื่องเคลือบมาชิโกะกับงานแสดงศิลปะ และอื่นๆ
สร้างอยู่ภายในอาณาบริเวณของโทเกะ เมสเซ มาชิโกะ
บ้านเก่าของฮามาดะ โชจิถูกโยกย้ายมาตั้งที่นี่
และเตาเผาแบบขั้นบันไดที่เขาชื่นชอบใช้งานเป็นหลักสมัยยังมีชีวิตอยู่นั้นได้รับการซ่อมแซมบูรณะให้อยู่ในสภาพเหมือนเมื่อก่อน