Start planning your trip

คาบสมุทรโชไนเป็นจุดชมวิวสวยที่สุดของทะเลในเซโตะ อยู่ติดกับหาดชิจิบุกาฮามะ จังหวัดคากาวะ ซึ่งเป็น "จุดชมวิวพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น" คราวนี้เราจะพาไปชมจุดชมวิวสวยๆ อย่างเขาชิอุเดะ พร้อมแนะนำคาเฟ่และที่พักที่น่าสนใจให้ได้รู้จักกัน
คาบสมุทรโชไน (Shonai Peninsular) อยู่ทางตะวันตกของจังหวัดคากาวะ ติดกับหาดจิจิบุกาฮามะ (Chichibugahama Beach) ที่ได้รับการยกย่องให้เป็น "จุดชมวิวพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น" ที่นี่มีจุดชมวิวสวยๆ มากมายอย่างเขาชิอุเดะ (Shiude) ทะเลในเซโตะ ภูเขา และหมู่เกาะต่างๆ
อากาศที่ทะเลในเซโตะ (Seto Inland Sea) ส่วนใหญ่จะแจ่มใส สัมผัสได้ถึงแสงแดดเจิดจ้าเหมือนอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่ยุโรป คาบสมุทรโชไนมีชายหาดที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก จึงเป็นสถานสุดวิเศษเหมาะกับการนอนพักผ่อนสบายๆ ฟังเสียงคลื่นเงียบๆ
คราวนี้เราจะพาไปชมสถานที่เที่ยวที่น่าสนใจและวิธีการเดินทางรอบคาบสมุทรโชไน โดยเฉพาะที่เขาชิอุเดะ (Mt. Shiude) กัน!
คาบสมุทรโชไนเป็นฉากในเทพนิยายเรื่อง อุราชิมะทาโร่ (Urashima Taro) ที่คนญี่ปุ่นทุกคนรู้จักกันดี เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชายหนุ่มผู้ใจดีที่ช่วยเหลือเต่า แล้วได้ไปอาศัยอยู่ที่วังบาดาลใต้ทะเล สุดท้ายได้กลับขึ้นมาอยู่บนบก
เมื่อคุณมาที่คาบสมุทรโซไนซึ่งมีคลื่นซัดเข้ามาอย่างแผ่วเบาและแสงแดดอ่อนๆ สาดส่อง คุณอาจรู้สึกเหมือนหลุดเข้าสู่โลกแห่งความฝันที่เวลาเคลื่อนผ่านไปอย่างช้าๆ อย่างที่อุราชิมะทาโร่พบเจอก็เป็นได้ เนื่องจากความพยายามในการอนุรักษ์ของท้องถิ่น คาบสมุทรโชไนจึงมีชายหาดตามธรรมชาติหลงเหลืออยู่มาก
ก่อนอื่นเราจะพาไปชมที่เที่ยวน่าสนใจในคาบสมุทรโชไนทั้งคาเฟ่ ที่พักแรม และสถานที่รับพลังเสริมดวง โดยเฉพาะที่เขาชิอุเดะกันก่อนนะ
Picture courtesy of Mitoyo City
บริเวณเซโตอุจิ (Setouchi region) ได้รับเลือกจากหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ให้อยู่ในอันดับที่ 7 ของ "52 สถานที่ที่น่าไปในปี 2019" บทความดังกล่าวได้กล่าวถึงจุดชมวิวที่เป็นสัญลักษณ์ของทะเลในเซโตะคือ เขาชิอุเดะ
เขาชิอุเดะเป็นจุดชมวิวที่มองเห็นเกาะต่างๆ ในทะเลในเซโตะได้ชัดเจน โดยเฉพาะช่วงที่ซากุระบานในเดือนมีนาคม-เมษายน และช่วงดอกไฮเดรนเยียบานในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ที่ทั้งดอกไม้และทะเลต่างสวยงามสอดประสานกัน
ในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เขาชิอุเดะซึ่งอยู่ใกล้ยอดเขาชิอุเดะ มีคาเฟ่ที่ชมวิวทะเลได้ ลองไปจิบกาแฟหรือน้ำผลไม้นั่งชิวๆ ชมวิวทะเลในเซโตะสีฟ้าใสเปล่งประกายดั่งอัญมณีดูนะ
ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เขาชิอุเดะจัดแสดงเครื่องมือใช้สอยจากหินซึ่งผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่เมื่อ 2,000 ปีก่อนใช้ ได้ดูทั้งวิวและเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไปด้วยดีไม่น้อยเลยทีเดียว
Picture courtesy of Kuramoto Akiyoshi
เกาะมารุยามะ (Maruyama Island) เป็นเกาะร้างลึกลับที่เมื่อน้ำลด หาดทรายก็จะปรากฏขึ้นมาให้เดินข้ามไปได้ เกาะห้อมล้อมด้วยน้ำทะเลสวยใสกระจ่าง ผู้คนในท้องถิ่นจะข้ามไปเก็บหอยและตกปลาที่เกาะนี้
บนเกาะมารุยามะมีศาลเจ้าอุราชิมะซึ่งเป็นที่มาของเทพนิยายเรื่องอุราชิมะทาโร่ ผู้คนในท้องถิ่นคอยดูแลรักษาไว้อย่างดี หากได้มาไหว้ขอพรที่ศาลเจ้าเก่าแก่ปกปักษ์รักษาท้องทะเลมายาวนาน จะได้รับพลังจากทะเลแสนงาม ทำให้ทั้งร่างกายและจิตใจสะอาดบริสุทธิ์ขึ้นได้
Picture courtesy of Mitoyo City
ฟลาวเวอร์ พาร์ค อุราชิมะ (Flower Park Urashima) เป็นทุ่งดอกไม้ที่ดูแลโดยผู้คนท้องถิ่นในบริเวณคาบสมุทรโชไน ช่วงปลายเดือนมีนาคม-ต้นเดือนเมษายนเป็นหน้าดอกดาวเรือง ช่วงกลางเดือนเมษายน-ปลายเดือนพฤษภาคมเป็นหน้าดอกมาร์กาเร็ต ช่วงเดือนพฤษภาคมเป็นหน้าดอกป๊อปปี้และดอกโกดิเทีย ช่วงกลางเดือนกันยายน-กลางเดือนตุลาคมเป็นดอกดาวกระจาย
Picture courtesy of Mitoyo City
ทุ่งดอกไม้ที่มีทะเลในเซโตะและภูเขาสีเขียวเป็นฉากหลังพูดได้คำเดียวว่าเป็นจุดชมวิวสวยๆ ที่ไม่ควรพลาด แต่การจะไปเข้าชมต้องโทรศัพท์เข้าไปจองเป็นภาษาญี่ปุ่น นอกจากจะเปิดให้ชมดอกไม้แล้วยังเป็นเปิดท้ายรถตั้งแคมป์ได้อีกด้วย
Classico Setouchi Caffee เป็นคาเฟ่ที่อยู่ติดกับฟลาวเวอร์ พาร์ค อุราชิมะ เจ้าของที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเมืองทาคามัตสึได้ย้ายมาเปิดร้านนี้เมื่อปี 2018 เป็นร้านที่สามารถดื่มกาแฟจากการคัดสรรของเจ้าของร้านซึ่งเดิมทำงานในวงการกาแฟมาก่อน และชิมขนมปังที่ส่งตรงจากร้านขนมปังชื่อดังในท้องถิ่นได้
จากที่บริเวณระเบียงคุณจะได้ยินเสียงคลื่นของทะเลในเซโตะสาดซัดเบาๆ เหมือนเสียงกระซิบ ถ้าได้กินอาหารเช้าหรือกลางวันและชมวิวทะเลเงียบๆ ไปพลางคงได้ความรู้สึกเหมือนได้รับการปลอบประโลมอย่างอ่อนโยน
ในฤดูหนาวยังมีเมนูที่ช่วยให้ร่างกายอบอุ่นอย่างกราแตงด้วย Classico Setouchi Caffee อยู่ห่างจากหาดชิจิบุกาฮามะประมาณ 20 นาทีโดยรถยนต์ เป็นสถานที่ที่เหมาะแวะพักทำร่างกายให้อบอุ่นระหว่างรอชมพระอาทิตย์ตก
ที่ Classico Setouchi Caffee ใช้ระบบบริการตนเองโดยลูกค้าสั่งอาหารและเครื่องดื่มที่ปลายเคาน์เตอร์ด้านหนึ่งและรอรับที่เคาน์เตอร์อีกด้านหนึ่ง เมนูมีทั้งภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษด้วย ลองชี้สั่งดูนะ
ช่วงครึ่งหลังของเดือนมีนาคม–สิงหาคม ในวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดคนจะแน่นมาก สำหรับคนที่อยากพักผ่อนสบายๆ ขอแนะนำให้ไปวันธรรมดานะ
คาเฟ่แห่งนี้เดินทางจากหาดชิจิบุกาฮามะโดยรถยนต์ประมาณ 10 นาที ที่ SUN CAFE เน้นดีไซน์แบบประเทศทางใต้ เป็นคาเฟ่พิเศษที่ทำให้ได้สัมผัสถึงแสงแดดอันเจิดจ้า
เจ้าของร้านกล่าวว่า "ผมรักท้องฟ้า ทะเล ผู้คน และอาหารของที่นี่ ไม่ว่านานแค่ไหนก็ไม่เบื่อ!" เจ้าของร้านตกหลุมรักคาบสมุทรโชไนจนย้ายมาอยู่ที่นี่ พิซซ่าและพาสต้ารสเลิศที่ให้บริการจะใช้วัตถุดิบจากเกษตรกรและชาวประมงที่คุ้นเคยมาปรุงเป็นได้ชิมกัน
เมนูแนะนำคือ "นิโอะลิโมเน่ (Nio Limone)" (ราคารวมภาษี 1,380 เยน) พิซซ่ารสเลิศที่ทำจากเลมอนที่อาบแสงแดดในบริเวณคาบสมุทรโชไนอย่างเต็มเปี่ยม และเนื้อหมูโอลีฟที่เลี้ยงด้วยมะกอกซึ่งเป็นของขึ้นชื่อในจังหวัดคากาวะ ส่วนในฤดูหนาวจะได้ชิมอาหารที่ทำจากหอยนางรมซึ่งเป็นของขึ้นชื่อในท้องถิ่นด้วย
ติดกับ SUN CAFE เป็นฟรีคลาวด์ (Free Cloud) ร้านกีฬาเอาท์ดอร์ที่มีโปรแกรมทั้งซีคายัคและ SUP ให้ได้เล่นกัน
Picture courtesy of Draworth
Kanran Hygge dig i SETOUCHI เป็นจุดพักแรมที่สามารถชมวิวทั้งทะเลในเซโตะและเกาะต่างๆ ได้อย่างชัดเจน กำแพงหน้าต่างกระจกทั้งด้านช่วยให้ชมวิวทะเลและทิวทัศน์ที่เขียวขจีอย่างอ่อนโยน
Picture courtesy of Draworth
รอบๆ Kanran มีต้นมะกอก 700 ต้นที่เติบโตเต็มที่ท่ามกลางแสงแดด เมื่ออยู่ที่ Kanran คุณจะถูกห้อมล้อมไปด้วยกลิ่นหอมละมุนของมะกอก
ที่ Kanran มีบริการเชิญเชฟมาปรุงอาหารขึ้นชื่อในท้องถิ่นให้ บริเวณคาบสมุทรโชไนเป็นแหล่งผลิตมะเขือม่วงและเลมอนที่ขึ้นชื่อ หากอยากชิมอาหารขึ้นชื่อของท้องถิ่นก็ลองสอบถามดูตอนจองที่พักนะ
นอกจากนี้บริเวณคาบสมุทรโชไนยังมีสถานที่พักแรมชื่อดังอย่างเบย์ วิน (Bay Wind) และฮิอุจิ (Hiuchi) ลองอ่านบทความของ MATCHA ดูนะ
ศาลเจ้าเมียวเค็งกูเป็น 1 ในสถานที่ปฏิบัติธรรมของพระคูไค (Kukai) ซึ่งเป็นพระในศาสนาพุทธของญี่ปุ่น และเป็นผู้สร้างเส้นทางจาริกแสวงบุญที่มีชื่อเสียงในภูมิภาคชิโกะคุ เรียกว่า "โอเฮ็นโระ (Ohenro)"
จุดที่โด่งดังที่สุดของศาลเจ้าเมียวเค็งงูคือ "ถ้ำเปิดดวง" บริเวณหินด้านขวาของวิหารในรูปด้านบนมีช่องขนาดพอดีให้คน 1 คนลอดผ่านได้ เชื่อกันว่าถ้าลอดผ่านช่องนี้จะพบกับโชคดี
ช่องว่างระหว่างหินแคบมาก ควรสวมเสื้อผ้าที่สกปรกเลอะดินได้ไปจะดีกว่า ส่วนสัมภาระก็วางไว้ที่ทางเข้า
ในพุทธศาสนาของญี่ปุ่นเชื่อกันว่าการเดินลอดทางใต้ดินเช่นนี้เหมือนทารกออกจากครรภ์มารดา ถือเป็นพิธีกรรม "การกลับชาติมาเกิดใหม่" ซึ่งในญี่ปุ่นมีวัดหลายแห่งที่สามารถเดินลอดทางใต้ดินแบบนี้ได้
แต่มีน้อยแห่งที่ทำให้คุณรู้สึกถึงอันตรายได้เท่าถ้ำเปิดดวงแล้ว การเดินท่ามกลางหินที่แทบไม่ได้สัมผัสกับแสงเลย ยิ่งเดินต่อไปก็ยิ่งสัมผัสกับความกลัวของตัวเอง แต่พอออกไปข้างนอกได้ คุณจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่จริงๆ
ในช่วงหลังฝนตกหรืออากาศไม่ดีจะค่อนข้างอันตราย อย่าไปเดินลอดถ้ำเปิดดวงนะ
เมื่อจะไปศาลเจ้าเมียวเค็งกูให้เลี้ยวตามป้ายที่เขียนว่า "ฟุเรไอ พลาซ่า นิโอะ (Fureai Plaza Nio)" (รูปด้านบน) ก็จะเจอที่จอดรถ จากนั้นเดินไปตามทางบนเขาประมาณ 30 นาที ก็จะถึงวิหารของศาลเจ้าเมียวเค็งกู
การไปเที่ยวรอบๆ คาบสมุทรโชไน มีวิธีการเดินทาง 2 วิธี คือการเช่ารถขับและใช้บริการรถบัส
ถ้าขับรถตระเวนเที่ยวคาบสมุทรโชไนจะค่อนข้างสะดวก ที่สนามบินทาคามัตสึซึ่งเป็นประตูสู่จังหวัดคากาวะ และในตัวเมืองทาคามัตสึมีบริษัทให้เช่ารถมากมายอย่าง Heisei Rental Car ที่ให้บริการได้หลายภาษา
ถ้าเป็นบริเวณใกล้ๆ คาบสมุทรโชไนอาจจะมีบริการเฉพาะภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น และถ้าจองล่วงหน้ากับบริษัทรถเช่าอย่างบริษัท Open Air Rental Car&Bike สามารถรับรถได้ที่สถานี JR ทาคุมะ (Takuma)
ที่เขาชิอุเดะมีการจัดระเบียบการจราจรในช่วงฤดูซากุระบานด้วย ลองเช็ครายละเอียดในเว็บไซต์ทางการของสมาคมการท่องเที่ยวเมืองมิโตโยะดูนะ
กรณีใช้ระบบขนส่งสาธารณะให้ขึ้นรถบัสชุมชนจากสถานี JR ทาคุมะกัน ใช้บริการรถสายทาคุมะ (จันทร์-เสาร์ วันละ 14 เที่ยว) และสายโชไน (จันทร์-เสาร์ มีทั้งสายวนทางตะวันออกและทางตะวันตก รวมวันละ 15 เที่ยว) ไปเที่ยวกันนะ
เช่น หากจะไปเขาชิอุเดะระหว่างวันจันทร์-เสาร์ ให้ขึ้นรถบัสสายทาคุมะจากสถานีทาคุมะในเวลา 8:48 น. ลงป้ายรถเมล์โอฮามะ (Ohama) เวลา 9:16 น. และจากป้ายโอฮามะ ให้ขึ้นสายโชไนที่วนด้านตะวันออกในเวลา 10:06 น. จะถึงปากทางขึ้นเขาชิอุเดะในเวลา 10:36 น.
คาบสมุทรโชไนเป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับผู้ที่ชอบจักรยาน บริษัท Open Air Rental Car&Bike ที่กล่าวถึงก่อนหน้ามีบริการให้ยืมจักรยานไฟฟ้าด้วย แนะนำสำหรับคนที่อยากขี่จักรยานเที่ยว
"อุราชิมะ ทาโร่" ตัวเอกในเทพนิยายหลังจากกลับมาจากวังบาดาลก็พบว่าเวลาได้ผ่านไปแล้วหลายร้อยปี กล่าวกันว่าหลังจากเปิดกล่องที่ได้รับจากพระราชาวังบาดาล เขาก็กลายเป็นคนแก่
จากเรื่องราวของ "อุราชิมะ ทาโร่" จะตีความกันอย่างไร มีวิธีการตีความหลายแบบ การตีความแบบหนึ่งคือ ในภายหลังตัวเอกได้กลับชาติมาเกิดเป็นนกกระเรียนที่มีชีวิตเป็นอมตะ และอาศัยอยู่กับเจ้าหญิงอย่างมีความสุข
สำหรับผู้เขียน เมื่อได้สัมผัสกับธรรมชาติอันงดงามที่คาบสมุทรโชไนแล้ว ก็รู้สึกสดชื่นเหมือนกับได้เกิดใหม่ สำหรับคนที่ช่วงนี้รู้สึกเหนื่อยกับชีวิต ลองมาพักผ่อนรับพลังจากธรรมชาติที่คาบสมุทรโชไนกันดูนะ
In cooperation with Classico Setonai Cafe, SUN CAFE, Draworth